แชร์

ttb analytics ชี้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ แนะยกระดับเกณฑ์ Local Content สร้างการแข่งขันเท่าเทียม รักษาฐานผลิตเดิม-ดึงดูดการลงทุนใหม่

อัพเดทล่าสุด: 26 ต.ค. 2026
79 ผู้เข้าชม

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยกำลังเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียน อีกทั้งยังขาดการเชื่อมโยงระหว่างห่วงโซ่อุปทานกับผู้ผลิตยานยนต์สมัยใหม่ รวมถึงผู้ประกอบการ Tier 2 และ 3 ซึ่งถือเป็นแกนหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย โดยมองว่าการยกระดับการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) สู่มูลค่าเพิ่มที่แท้จริงครอบคลุมผู้ประกอบการไทยตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการปรับเกณฑ์การเข้าถึงสิทธิ์ส่งเสริมการลงทุนภายใต้อุตสาหกรรมสมัยใหม่สำหรับ SMEs จะทำให้ไทยสามารถต่อยอดความแข็งแกร่งสู่การเป็นฐานการผลิตที่มาจากประเทศไทย (Made in Thailand) อย่างแท้จริง

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กระแสการเติบโตของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) กำลังสร้างความท้าทายต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบศตวรรษ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็น “Detroit of Asia” ทั้งนี้ แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของประเทศ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มูลค่าตลาดของอุตสาหกรรมกลับลดลงอย่างมีนัย โดยยอดผลิตรถยนต์ในประเทศลดลงจากเกือบ 2.5 ล้านคันในปี 2556 เหลือเพียงปีละ 1.4-1.5 ล้านคันในปัจจุบัน สอดคล้องกับอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ที่ลดลงเหลือไม่ถึง 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมด โดยผลกระทบดังกล่าวได้ส่งผ่านไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วน Tier 2 และ Tier 3 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการ SMEs สัญชาติไทย สะท้อนจากข้อมูลฐานะการเงินในช่วงปี 2566-2568 พบว่า ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ Tier 2 และ 3 ประมาณ 12.8% หรือคิดเป็นรายได้รวมกันกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทกำลังประสบปัญหารายได้หดตัวและกำไรติดลบต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา

โดยล่าสุด ข้อเสนอในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าทั้งคัน (CBU) ในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 จะช่วยจูงใจให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติหันมาลงทุนในประเทศมากขึ้น แต่ ttb analytics มองว่า ในทางปฏิบัติ ความสามารถในการดึงดูดการลงทุนผลิตรถยนต์ BEV อาจมีข้อจำกัดในหลายมิติ เช่น ต้นทุนการผลิตของไทยที่ยังสูงกว่าจีน การนำเข้าชิ้นส่วนสำคัญเพื่อประกอบในประเทศแทน หรือการลดราคาขายรถ CBU ตั้งแต่ประเทศต้นทางเพื่อชดเชยกับอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ ซึ่ง ttb analytics มองว่าการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถรักษาฐานการผลิตยานยนต์ในประเทศได้อย่างยั่งยืนเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังกลายเป็นคู่แข่งของไทย เนื่องจาก

1) ไทย “ขาดจุดเด่น” ในการรักษาฐานยานยนต์ดั้งเดิม

ในขณะที่ไทยกำลังเผชิญโจทย์การเปลี่ยนผ่าน หลายประเทศกลับเร่งสร้างจุดเด่นเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ อย่างเช่น อินโดนีเซียมีความได้เปรียบจากตลาดที่มีขนาดใหญ่และมีแนวโน้มเติบโตสูง รวมถึงเป็นแหล่งแร่นิกเกิลรายใหญ่ของโลก ทำให้สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่มาเลเซียก็กำลังวางยุทธศาสตร์เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์สมัยใหม่

2) ไทย “ขาดการเชื่อมโยง” ระหว่างห่วงโซ่อุปทานกับผู้ผลิตยานยนต์สมัยใหม่

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนกำลังส่งผลโดยตรงต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย เนื่องจากโครงสร้างการผลิต BEV แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์ ICE อย่างมีนัย ทำให้ความต้องการชิ้นส่วนสำคัญในกลุ่มระบบส่งกำลังและขับเคลื่อน (Powertrain) ซึ่งเป็นสินค้าหลักของผู้ผลิต Tier 2 และ Tier 3 ไทย ค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน นอกจากนี้ ในทางปฏิบัติ ค่ายรถยนต์จีนส่วนหนึ่งดึง Supplier Tier 1 และ Tier 2 จากประเทศต้นทางเข้ามาลงทุนในไทย หรือบางส่วนใช้การนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปและนำมาประกอบในประเทศเท่านั้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้อย่างแท้จริง

3) ไทย “ขาดนโยบายเชื่อมโยง” กับผู้ประกอบการ Tier 2 และ 3 ในประเทศ

แม้นโยบายภาครัฐจะประสบความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนใหม่จากผู้ผลิตรถยนต์ต่างชาติ แต่กลไกสนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยระดับ Tier 2 และ Tier 3 ยังมีช่องว่างที่ค่อนข้างกว้าง ประกอบกับอุปสรรคด้านการขาดเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการ SMEs หลายรายกำลังเผชิญความเสี่ยงที่จะหลุดออกจากระบบการผลิตในอนาคต

ttb analytics มองว่า นอกเหนือจากการปรับปรุงโครงสร้างภาษีให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศแล้ว หากไทยต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันและป้องกันไม่ให้ฐานการผลิตเดิมของประเทศถูกกัดกร่อนในช่วงของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องปรับกระบวนทัศน์นโยบายจากการ “แข่งขันดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่” ไปสู่การ “เพิ่มศักยภาพเชิงลึกให้แก่ผู้ประกอบการไทย” อาทิ

1) เปลี่ยนเงื่อนไข Local Content ให้กลายเป็น “ข้อบังคับ” และสามารถวัดผลลัพธ์ได้ โดยปัจจุบันเงื่อนไข Local Content ของไทยสำหรับการผลิตรถยนต์ BEV และ PHEV ให้ไม่น้อยกว่า 40% และ 45% ของมูลค่าโรงงานเป็นเพียงสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมภายใต้มาตรการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ทำให้ผู้ผลิต OEM เลือกที่จะผลิตตามเกณฑ์ขั้นต่ำที่บังคับจริง ซึ่งแตกต่างจากอินโดนีเซียที่ใช้เงื่อนไขการผลิตสัดส่วนส่วนประกอบในประเทศ (TKDN) เป็น “เงื่อนไขบังคับ” ก่อนรับสิทธิ์ โดยที่ผู้ผลิตจะต้องทำตามข้อกำหนด TKDN สำหรับการผลิตรถยนต์ BEV ไม่น้อยกว่า 40% ในปี 2569 ก่อนจะทยอยเพิ่มสัดส่วนต่อเนื่องจนไม่น้อยกว่า 80% ภายในปี 2573 ขณะที่มาเลเซียกำหนดให้ผู้ผลิตที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องผลิตรถยนต์ BEV ที่มีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 ริงกิต และต้องใช้แรงงานท้องถิ่นไม่น้อยกว่า 80% ของแรงงานทั้งหมด

2) ยกระดับนิยามของ Local Content ไปสู่ “มูลค่าเพิ่มที่แท้จริง” ดึง Supplier Tier 2-3 เข้าระบบ เนื่องจากมูลค่าการผลิตที่เกิดขึ้นในประเทศอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่ามาจากการประกอบขั้นปลาย (Final Assembly) หรือเกิดจากชิ้นส่วนที่ผลิตจริงในชั้น Tier 2 และ Tier 3 ฉะนั้นในเชิงนโยบายจึงควรกำหนดเกณฑ์แยกตามประเภทเชื้อเพลิงอย่างมีนัยสำคัญ และระบุสัดส่วนมูลค่าเพิ่มที่เกิดจาก Supplier ผู้ประกอบการไทยแท้ระดับ Tier 2 และ 3 เป็นตัวชี้วัดคู่ขนานไปด้วย

3) ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ SMEs แม้ SMEs จะสามารถเข้ารับการสนับสนุนและรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI ผ่านการส่งเสริมการลงทุนในระบบอัตโนมัติ (Automation) หุ่นยนต์ (Robotics) และเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Technology) เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ Smart and Sustainable Industry ซึ่งจะให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลระหว่าง 50-100% ของเงินลงทุน แต่เกณฑ์เรื่องเงินลงทุนขั้นต่ำ 1 ล้านบาท กลับยังคงเป็นอุปสรรคเชิงโครงสร้างสำหรับผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเงินทุนหมุนเวียนอยู่แล้ว ดังนั้น การออกแบบมาตรการแบบ "Fast Track" ที่แยกเกณฑ์การเข้าถึงสิทธิ์แก่กลุ่มผู้ประกอบการ SMEs จะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการลงทุนเทคโนโลยีให้ลงไปถึงกลุ่มที่เปราะบางที่สุดของห่วงโซ่อุปทาน

โดยสรุป นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยจำเป็นต้องผสานการสนับสนุนฐานการผลิตยานยนต์ดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมยานยนต์สมัยใหม่ผ่านการสร้างการแข่งขันอย่างเท่าเทียม (Level-playing Field) เพื่อต่อยอดความแข็งแกร่งสู่การเป็นฐานผลิตรถยนต์ที่มาจากประเทศไทยทั้งระบบ (Made in Thailand) ก่อนที่ไทยจะกลายเป็นเพียงฐานประกอบรถยนต์ที่มาจากไทย (Assembly in Thailand)


บทความที่เกี่ยวข้อง
BAM ชูแนวคิดบริหารหนี้เชิงระบบ จาก “Early Intervention” สู่ “โรงพยาบาลแก้หนี้”  ยกระดับ AMC จากผู้รับโอนหนี้ สู่ Resolution Platform ฟื้นคน ธุรกิจคืนคุณค่าสินทรัพย์สู่ระบบเศรษฐกิจ
BAM ถ่ายทอดมุมมองการบริหารหนี้ยุคใหม่ ตั้งแต่การป้องกันก่อนเป็น NPL ผ่านแนวคิด “Early Intervention” ไปจนถึงการฟื้นฟูลูกหนี้ด้วย
28 ส.ค. 2026
อลิอันซ์ อยุธยา สานต่อความช่วยเหลือจากกลุ่มอลิอันซ์ ร่วมฟื้นฟูหาดใหญ่  มุ่งสร้างการฟื้นฟูระยะยาวให้ชุมชนหลังวิกฤตอุทกภัย
อลิอันซ์ อยุธยา เดินหน้าร่วมฟื้นฟูชุมชนในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลังได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ ผ่านการสนับสนุนสถานพยาบาล และการระดมพลังจิตอาสาเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะของชุมชน
19 ม.ค. 2026
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์สนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขส่งมอบรถพยาบาลให้แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กลุ่มเอสซีบีเอกซ์โดยธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี ส่งมอบรถพยาบาลให้แก่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี นายวรวัจน์ สุวคนธ์ Chief People Officer
31 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
Powered By MakeWebEasy Logo MakeWebEasy